I Phone 8 64GB สเปค ราคาล่าสุด ขายไอโฟน8 เชคราคา ขายiphone8มาบุญครอง
27,500.00 - 33,800.00 บาท
29,000.00 - 34,900.00 บาท
กรุณาเลือกคุณสมบัติสินค้า
ติดต่อสอบถาม
Apple I Phone 8  (แอปเปิ้ลiphone8 64GB) Official ศูนย์ไทย

จอแสดงผลแบบ Retina HD Display LED-Backlit (IPS) ความละเอียด 1334x750 พิกเซล (กว้าง 4.7 นิ้ว : 326 ppi) พร้อมตัวเครื่อง Metal-Glass ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่น ที่ระดับ IP67 และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID) ในตัว

ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Hexa-Core 64-bit Apple A11 Bionic (ซีพียู Quad-Core Mistral และซีพียู Dual-Core Monsoon) พร้อมเทคโนโลยี Neural Engine และระบบปฏิบัติการ iOS 11

หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 64 GB และ RAM ขนาด 2 GB

ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ WiFi, 4G LTE Cat12, 3G HSPA+, EDGE หรือ GPRS พร้อมการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่าน NFC หรือ Bluetooth

กล้องดิจิทัลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 12 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องดิจิทัล FaceTime HD ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 7 ล้านพิกเซล

 

ระบบสัญญาณ Tri Mode (4G LTE/3G WCDMA/2G GSM) 

- 4G LTE Band 1, 2, 3, 4, 5, 7, 8, 12, 13, 17, 18, 19, 20, 25, 26, 28, 29, 30, 34, 38, 39, 40, 41, 66 (700/800/850/900/1700/1800/1900/2000/2100/2300/2500/2600 MHz) 

- 3G WCDMA/HSDPA Penta Band (850/900/1700/1900/2100 MHz) 

- 2G GSM Quad Band (850/900/1800/1900 MHz) 

- รองรับเทคโนโลยี 3CA (3-Carrier Aggregation : รวมคลื่นความถี่สูงสุด 3 คลื่น) 

- รองรับการสนทนาผ่านระบบ VoLTE (Voice over LTE) 

- รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ nanoSIM

ขนาด 138.4x67.3x7.3 มิลลิเมตร

น้ำหนัก 148 กรัม

ชนิดจอแสดงผลแบบ Retina HD Display LED-Backlit (IPS) ความละเอียด 1334x750 พิกเซล (กว้าง 4.7 นิ้ว : 326 ppi) 

- หน่วยประมวลผลกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Triple-Core Apple GPU 

- ค่าความเปรียบต่าง (Contrast Ratio) 1400:1 

- เทคโนโลยี Wide Color Gamut Display 

- เทคโนโลยี True Tone Display 

- ค่าความสว่างสูงสุด 625 cd/m2 

- เทคโนโลยี Dual-Domain Pixels เพื่อมุมมองที่กว้างขึ้น 

- เทคโนโลยีการเคลือบกระจกแบบ Oleophobic Coating ช่วยป้องกันรอยนิ้วมือบนหน้าจอ 

- เทคโนโลยี 3D Touch 

- ฟังก์ชัน Display Zoom และ Reachability 

- ระบบสัมผัสแบบหลายจุด (Multi-Touch) 

- ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบ 3-Axis Gyro Sensor 

- ระบบ Accelerometer Sensor สำหรับช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้ 

- ระบบ Proximity Sensor สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน 

- ระบบ Ambient Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอและแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

ชนิดแบตเตอรี่ Li-Ion Polymer 1821 mAh 

- ชาร์จแบตเตอรี่ได้ 50% ภายในเวลา 30 นาที 

- รองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย (Qi Wireless Charging)

ระยะเวลารอรับสายสูงสุด ประมาณ 240 ชั่วโมง

ระยะเวลาสนทนาสูงสุด ประมาณ 14 ชั่วโมง

ระยะเวลาการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด ประมาณ 12 ชั่วโมง

ระยะเวลาการฟังเพลงผ่านระบบไร้สายสูงสุด ประมาณ 40 ชั่วโมง

ระยะเวลาการดูวิดีโอผ่านระบบไร้สายสูงสุด ประมาณ 13 ชั่วโมง

ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Hexa-Core 64-bit Apple A11 Bionic (ซีพียู Quad-Core Mistral และซีพียู Dual-Core Monsoon) 

- เทคโนโลยี Neural Engine 

- มาพร้อมหน่วยประมวลผล M11 motion coprocessor

ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ iOS 11 

- รองรับการอัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการ iOS 11.0.2 ได้ในอนาคต

หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 64 GB

หน่วยความจำ RAM ขนาด 2 GB

รองรับการเก็บบันทึกข้อมูลแบบ Cloud Storage ด้วยบริการ iCloud

หน่วยความจำสมุดโทรศัพท์

บันทึกข้อมูลการโทร (โทรออก, รับสาย, ไม่รับสาย)

 

SMS (Short Messaging Service)

MMS (Multimedia Messaging Service)

Email 

- รองรับการใช้งานระบบ Push Email 

- รองรับการใช้งานบริการระบบอีเมลของ Gmail 

- รองรับการเปิดดูไฟล์แนบนามสกุล .jpg, .tiff, .gif (images); .doc and .docx (Microsoft Word); .htm and .html (web pages); .key (Keynote); .numbers (Numbers); .pages (Pages); .pdf (Preview and Adobe Acrobat); .ppt and .pptx (Microsoft PowerPoint); .txt (text); .rtf (rich text format); .vcf (contact information); .xls and .xlsx (Microsoft Excel); .zip; .ics

Instant Messaging

SNS (Social Network Service) 

- รองรับการใช้งาน Facebook, Twitter และอื่นๆ

ระบบสะกดคำอัตโนมัติ

 

HTML Browser

WiFi (WLAN : Wireless LAN : 802.11 a/b/g/n/ac) 

- เทคโนโลยี MIMO (Multi-Input Multi-Output) ที่มาพร้อมตัวรับสัญญาณ WiFi 2 ชิ้นภายในเครื่องเดียว ซึ่งช่วยให้มีประสิทธิภาพในการรับสัญญาณ WiFi ที่ดีขึ้น และมีความเร็วมากกว่าเดิม 

- รองรับการสนทนาผ่านระบบ Wi-Fi Calling 

- ฟังก์ชัน WiFi hotspot สำหรับการแชร์อินเทอร์เน็ตผ่านทางสัญญาณ WiFi

LTE Cat12 (ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 600 Mbps : ความเร็วในการอัพโหลดสูงสุด 150 Mbps)

HSDPA (42.2 Mbps) : HSUPA (5.76 Mbps)

EDGE

GPRS

NFC (Near Field Communication : Reader Mode)

Bluetooth เวอร์ชัน 5.0 

- รองรับเทคโนโลยี BLE (Bluetooth Low Energy) 

- รองรับการเชื่อมต่อใช้งานกับหูฟัง Bluetooth แบบ Stereo (A2DP)

Lighting Connector 

- แถมฟรีอะแดปเตอร์ Lightning to 3.5 mm มาพร้อมชุดขายมาตรฐาน 

- แถมฟรีสาย Lightning to USB มาพร้อมชุดขายมาตรฐาน

ระบบ GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง) 

- ฟังก์ชัน A-GPS ในตัว (Assisted Global Positioning System) 

- รองรับการใช้งานกับระบบดาวเทียมของรัสเซีย (GLONASS : Global Navigation Satellite System) 

- รองรับการใช้งานกับระบบดาวเทียมของสหภาพยุโรป (GALILEO : European Global Navigation Satellite System) 

- รองรับการใช้งานกับระบบดาวเทียมของญี่ปุ่น (QZSS : Quasi-Zenith Satellite System) 

- ระบบเข็มทิศดิจิทัล (Digital Compass) 

- ค้นหาข้อมูลแผนที่ผ่านทางโปรแกรม Apple Maps

ค้นหาและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันผ่านทาง App Store

 

เสียงเรียกเข้าแบบ Polyphonic Ringtones 

- รองรับไฟล์เสียงเรียกเข้าแบบ MP3 

- แสดงรูปภาพขณะมีสายเรียกเข้า (Photo Caller ID) 

- ระบบสั่นในตัว

นาฬิกาบอกเวลา

นาฬิกาแสดงเวลาทั่วโลก

ตั้งปลุก

แอปพลิเคชัน Organizer

ปฏิทินพร้อมบันทึกนัดหมาย

เครื่องคิดเลข

แอปพลิเคชันเล่นไฟล์เพลง 

- รองรับไฟล์เสียงแบบ AAC-LC, HE-AAC, HE-AAC v2, Protected AAC, MP3, Linear PCM, Apple Lossless, FLAC, Dolby Digital (AC-3), Dolby Digital Plus (E-AC-3) และ Audible (formats 2, 3, 4, Audible Enhanced Audio, AAX และ AAX+)

แอปพลิเคชันเล่นไฟล์วิดีโอ 

- รองรับไฟล์วิดีโอแบบ HEVC, H.264, MPEG-4 Part 2 และ Motion JPEG 

- รองรับวิดีโอแบบ Dolby Vision และ HDR10 

- ฟังก์ชัน AirPlay Mirroring

ลำโพงเสียงแบบ Stereo Speaker ในตัว (ที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเครื่อง)

เซ็นเซอร์ตรวจวัดความกดอากาศ (Barometer Sensor)

ไมโครโฟนแยกเฉพาะสำหรับการสนทนา พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก

ฟังก์ชัน Siri สำหรับการสั่งงาน หรือโต้ตอบด้วยเสียงพูด

บันทึกเสียง

Handsfree และ Speakerphone ในตัว

 

เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ Metal-Glass (กรอบตัวเครื่องอะลูมิเนียมซีรีส์ 7000 ผสานกับกระจกที่ด้านหน้า และด้านหลังของตัวเครื่อง)

ตัวเครื่องมีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่น ที่ระดับ IP67 ตามมาตรฐาน IEC Standard 60529 

- ป้องกันน้ำได้ลึก 1 เมตร นานต่อเนื่อง 30 นาที

เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID : Fingerprint Sensor) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าใช้งานเครื่อง และการเข้าถึงข้อมูลภายใน พร้อมปุ่มโฮมแบบใหม่ และระบบ Taptic Engine 

- รองรับการใช้งานร่วมกับบริการ Apple Pay ((Visa, MasterCard, AMEX)

กล้องดิจิทัลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 12 ล้านพิกเซล 

- เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Backside-illuminated Sensor (BSI) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการถ่ายภาพในที่มืด 

- โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 

- กระจกแซฟไฟร์สำหรับปกป้องหน้าเลนส์ 

- ฟิลเตอร์แบบ Hybrid IR 

- ทางยาวโฟกัส 28 มิลลิเมตร 

- ขนาดของรูรับแสง (Aperture) กว้างสูงสุดที่ f/1.8 

- ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS (Optical Image Stabilization) พร้อมการทำงานแบบอัตโนมัติ 

- ไฟแฟลชในตัว (Quad-LED True Tone) พร้อมระบบ Slow Sync 

- ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ (Auto Focus) พร้อมเทคโนโลยี Focus Pixels 

- ระบบเลือกจุดโฟกัสภาพด้วยการสัมผัส (Tap to Focus) 

- ฟังก์ชัน Face Detection และ Body Detection ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการโฟกัสไปที่ใบหน้า และร่างกายของผู้ถูกถ่าย 

- ซูมภาพแบบดิจิทัลได้ 5 ระดับ (Digital Zoom) 

- ระบบการบันทึกภาพแบบ Wide Color (รองรับทั้งภาพนิ่ง และภาพ Live Photos) 

- ระบบ Local Tone Mapping 

- ระบบ Noise Reduction 

- โหมดถ่ายภาพแบบ Live Photos พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหว 

- โหมดถ่ายภาพแบบ Auto HDR (Auto High Dynamic Range) 

- โหมดถ่ายภาพในแนวกว้าง (Panorama Mode : ความละเอียดสูงสุด 63 ล้านพิกเซล) 

- โหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง Burst Mode 

- ตั้งค่าชดเชยแสง (Exposure Control) 

- ตั้งเวลาถ่ายภาพล่วงหน้า (Timer Mode) 

- ฟังก์ชัน Geotagging และ Video Geotagging รองรับการแนบข้อมูลพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกไปกับรูปถ่าย และวิดีโอ 

- ถ่ายภาพวิดีโอ (4K UHD : 2160p : 3840x2160 พิกเซล : 24/30/60 fps) 

- ถ่ายภาพวิดีโอ (Full HD : 1080p : 1920x1080 พิกเซล : 30/60/120/240 fps) 

- ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS (Optical Image Stabilization) สำหรับการถ่ายภาพวิดีโอ (เฉพาะความละเอียด 1080p และ 720p) 

- ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบต่อเนื่องสำหรับการถ่ายวิดีโอ (Video Continuous Autofocus) 

- โหมดถ่ายภาพวิดีโอแบบ Time-Lapse พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหว 

- ถ่ายภาพนิ่งความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ได้ในขณะถ่ายวิดีโอความละเอียดระดับ 4K 

- ซูมขณะเปิดเล่นวิดีโอ (Playback Zoom) 

- ฟังก์ชัน Video Geotagging รองรับการแนบข้อมูลพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกไปกับวิดีโอ

กล้องดิจิทัล FaceTime HD ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 7 ล้านพิกเซล 

- เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Backside-illuminated Sensor (BSI) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการถ่ายภาพในที่มืด 

- ขนาดของรูรับแสง (Aperture) กว้างสูงสุดที่ f/2.2 

- ฟังก์ชัน Retina Flash 

- ฟังก์ชัน Face Detection และ Body Detection ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจจับใบหน้า และร่างกายของผู้ถูกถ่าย 

- ระบบการบันทึกภาพแบบ Wide Color (รองรับทั้งภาพนิ่ง และภาพ Live Photos) 

- ระบบป้องกันการสั่นไหวแบบอัตโนมัติ (Auto Image Stabilization) 

- โหมดถ่ายภาพแบบ Auto HDR (High Dynamic Range) 

- โหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง Burst Mode 

- ตั้งค่าชดเชยแสง (Exposure Control) 

- ตั้งเวลาถ่ายภาพล่วงหน้า (Timer Mode) 

- ถ่ายภาพวิดีโอ (Full HD : 1080p : 1920x1080 พิกเซล : 30 fps) 

- รองรับการใช้งานฟังก์ชัน FaceTime Video Calling (สนทนาพร้อมภาพวิดีโอ)

มี 3 สีมาตรฐานให้เลือก (ทอง-Gold, เงิน-Silver และเทา Space Gray)

อุปกรณ์มาตรฐานภายในกล่อง 

- เครื่อง iPhone ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 11 

- หูฟัง EarPods พร้อมการเชื่อมต่อแบบ Lightning Connector 

- อะแดปเตอร์ Lightning to 3.5 mm (Headphone Jack Adapter) 

- สาย Lightning to USB 

- อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ (USB Power Adapter) 

- คู่มือการใช้งาน และเอกสาร (Documentation)

เปิดตัวครั้งแรก เมื่อ วันที่ 12 กันยายน ปี ค.ศ. 2017

กำหนดการออกวางจำหน่าย วันที่ 22 กันยายน ปี ค.ศ. 2017 (ประเทศกลุ่มแรก)

กำหนดการออกวางจำหน่าย วันที่ 3 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2017 (ประเทศไทย)

 

 

iPhone 8 และ 8 Plus กลับไปสู่การใช้กระจกในการออกแบบอีกครั้ง

ในอดีต Apple ได้เริ่มเอาวัสดุเป็นกระจกบริเวณฝาหลังของเครื่องไอโฟน ในรุ่น iPhone 4 และ 4s จากนั้นตั้งแต่ iPhone 5 เป็นต้นมา ก็ออกแบบให้ไอโฟนใช้วัสดุเป็นโลหะอลูมิเนียมทั้งเครื่อง ยาวนาต่อเนื่องถึง 5 ปี และในปีนี้ก็ได้หวนกลับมาใช้กระจกที่ด้านหลังตัวเครื่องอีกครั้ง

                

 

ถ้าให้ดูโครงสร้างหน้าตาแล้ว ทุกคนคงบอกเลยว่า หน้าตามันเหมือนกับ iPhone 7 และ 7 Plus แทบจะทุกอย่าง จนแอบรู้สึกว่า เฮ้ย! นี่แค่เอากระจกมาแปะที่ด้านหลัง ก็ตั้งให้เป็นการเปลี่ยนโฉมใหม่ก็ได้เหรอ? เอาล่ะ Apple บอกว่า นี่คือ All-new design ที่ผสานกันระหว่างอลูมิเนียมเกรดเดียวกับยานอวกาศกับวัสดุได้อย่างลงตัว โดยที่ตัวเครื่องจะมีสีให้เลือก 3 สีด้วยกันคือ Silver, Gold และ Space Grey

หน้าจอยังคงใช้เป็น Retina HD display ขนาด 4.7 นิ้ว (ไอโฟน 8) และ 5.5 นิ้ว (ไอโฟน 8 พลัส) รองรับการสัมผัสแบบ 3D Touch มีปุ่มโฮมที่เป็นเซนเซอร์ TouchID,

 

ชิปประมวลผลใหม่ A11 Bionic แบบ 6 คอร์

                

 

เป็นการพัฒนาด้านความแรงของชิปไปอีกขั้น ที่คราวนี้มากันแบบ 6 คอร์ สถาปัตยกรรม 64-bit ที่แยกการทำงานเป็น 2 คอร์ในการทำงานระดับประสิทธิภาพสูง (แรงกว่า A10 25%) ส่วนอีก 4 คอร์ในการทำงานระดับทั่วไป (แรงกว่า A10 70%) ส่วนตัวประมวลผลกราฟิค GPU ก็แรงขึ้น 30%

 

กล้องเท่าเดิม เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น

                           

 

ความละเอียดกล้องของ ไอโฟน 8 และ 8 พลัสนั้น ยังคงอยู่ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แต่เปลี่ยนระบบเซนเซอร์ใหม่ มีระบบ Deeper pixels และฟิลเตอร์สีแบบใหม่ โดยที่รูรับแสงยังคงอยู่ที่ f/1.8 เท่าเดิม และในรุ่น 8 Plus ที่เป็นกล้องคู่ก็ยังเป็นระบบเดิมที่เป็นกล้อง f/1.8+f/2.8 แบบกว้าง+เทเล พร้อมทั้งมีระบบ OIS (Optical Image Stabilization) ป้องกันการสั่นไหวของภาพมาให้ด้วย

แต่ว่าเรื่องประสิทธิภาพนั้น กล้องของ iPhone 8 และ 8 Plus สามารถถ่ายวิดีโอคมชัดได้ถึงระดับ 4K 60fps และถ่ายวิดีโอเคลื่อนไหวช้าได้ 1080p 240fps สำหรับกล้องหน้า FaceTime HD ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.2          

                                               

ในส่วนกล้องหลังคู่ของ iPhone 8 Plus จะมีความสามารถมากขึ้นในด้านการถ่ายภาพ Portrait ที่สามารถแยกบุคคลออกจากฉากหลังได้ดีกว่าเดิม และการปรับแต่งแสงของภาพได้เป็นธรรมชาติ และปรับฉากหลังให้ได้ภาพถ่ายแบบสตูดิโอได้อย่างง่ายดาย

 

รองรับเทคโนโลยี AR กับคอนเทนต์ใหม่ผสานกับโลกความเป็นจริง

ใครทำ VR Apple ไม่สนใน และผลักดันในเรื่องของ AR หรือ Augmented Reality แทน โดยที่ตัวกล้องเองก็ถูกพัฒนาให้ช่วยการทำงานของ AR ได้อย่างแม่นยำ ผสานกับเซนเซอร์ Gyro+Accelerometer แบบใหม่ โดยที่ AR นั้นไม่ได้เน้นไปที่เกม แต่ยังช่วยให้แอพอีกหลายๆ อย่างมีมิติในการนำเสนอที่แตกต่างไป เช่น แอพแผนที่ดาวที่เมื่อเราส่องขึ้นไปบนฟ้าก็จะมีแผนที่ซ้อนขึ้นมาทันที

 

iPhone 8, iPhone 8 Plus ถึงแม้จะมีดีไซน์คล้ายกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง iPhone 7, iPhone 7 Plus แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว มีการปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่อง ด้วยการผสมผสานระหว่างกระจก และอลูมิเนียมอย่างลงตัว ซึ่งทาง Apple ยืนยันว่ากระจกมีความแข็งแรงมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะตกแตกง่ายๆ และยังรองรับระบบชาร์จแบตฯ แบบไร้สาย (Wireless Charging) โดยใช้มาตรฐาน QI ในการทำงาน ในส่วนของกล้องก็ได้รับการอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม มาพร้อมโหมดถ่ายภาพแบบใหม่ Portrait Lighting

 

 

iPhone 8 และ iPhone X เรือธงรุ่นท็อปประจำปีจาก Apple กับการพลิกโฉมดีไซน์แบบใหม่ล่าสุด พร้อมจัดเต็มด้วยฟีเจอร์ระดับท็อปครบครัน และกล้องคู่ (Dual-Camera) เวอร์ชันใหม่!

สรุปคุณสมบัติตัวเครื่องในเบื้องต้นของ iPhone 8

- ตัวเครื่องมีขนาด 138.4x67.3x7.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 148 กรัม
- หน้าจอแสดงผลแบบ Retina HD ขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 750x1334 พิกเซล ความหนาแน่นของเม็ดพิกเซล 326 ppi
- ชิปเซ็ตประมวลผล 64-bit Hexa-Core Apple A11
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB และ 256GB
- กล้องด้านหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.8, ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS, ไฟแฟลชแบบ Quad-LED, Optical Zoom, ถ่ายวิดีโอ Slow Motion ได้ในความละเอียดสูงสุดที่ 1080p 240fps
- กล้องด้านหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล, ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.2 และบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD
- ฟีเจอร์กันน้ำ IP67
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเทคโนโลยี Touch ID
- รองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย Qi Wireless Charging
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
- มีตัวเลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Gold, Space Gray และ Silver

 

รวมข้อมูล  iPhone 8 และ 

หน้าจอไร้ขอบ (edge-to-edge) แบบ OLED รุ่นแรกของค่าย

 


มีข่าวหลุดออกมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วว่า iPhone รุ่นใหม่ของปีนี้จะมาพร้อมกับหน้าจอ OLED และเป็นแบบไร้ขอบตามกระแสนิยมที่กำลังมาแรงในขณะนี้ โดยหน้า OLED นั้นมีจุดเด่นทั้งในด้านของการประหยัดพลังงาน และการแสดงสีสัน หรือความคมชัดของจอภาพที่ยอดเยี่ยมกว่าจอ LCD อีกด้วย นอกจากนี้ กระแสความนิยมของสมาร์ทโฟนจอไร้ขอบยังคงมาแรงมาก และคู่แข่งอย่าง Samsung ก็เปิดตัว Galaxy S8 และ Galaxy Note 8 พร้อมนวัตกรรมหน้าจอไร้ขอบ Infinity Display ที่ทำผลงานได้โดนใจผู้ใช้ ทำให้ Apple จึงไม่รอช้าที่จะพัฒนา iPhone X ให้มาพร้อมกับฟีเจอร์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 

ไม่มีปุ่มโฮม และไร้ Touch ID

 


เมื่อ iPhone X ต้องขยายหน้าจอให้มีพื้นที่มากขึ้น ทำให้ Apple จำเป็นต้องตัดปุ่มโฮมทิ้ง ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Apple กำลังหาวิธีในการพัฒนาให้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสามารถฝังลงไปใต้หน้าจอได้ แต่วิธีการดังกล่าวมีปัญหาเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนมาก และทำให้ Apple ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทัน จนต้องยอมตัดเซ็นเซอร์ Touch ID ออกไปด้วย ดังนั้น iPhone X จึงจะไม่มีปุ่มกลมๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของไอโฟนอีกต่อไป แต่คาดว่าจะมีการใช้งานแถบ Function Area ที่สามารถควบคุม และตั้งค่าการใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนปุ่มปลดล็อกตัวเครื่องนั้นอาจจะใช้งานในรูปแบบของปุ่มโฮมเสมือนจริง ที่นำเอาเทคโนโลยี 3D Touch มาใช้งานร่วมกันก็เป็นได้

 

ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) กับความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นอีกระดับ

 

 


ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ถูกนำเข้ามาใช้งานแทนที่เซ็นเซอร์ Touch ID ที่ถูกถอดออกไป ซึ่งถ้าหากว่ากันตามตรงแล้ว ระบบจดจำใบหน้า และสแกนม่านตานั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าการสแกนลายนิ้วมือด้วย เพราะลายนิ้วมือนั้นยังสามารถถูกปลอมแปลงได้ง่าย แต่ม่านตาของมนุษย์แทบจะปลอมแปลงไม่ได้เลย อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับระบบจดจำใบหน้าใน iPhone X ที่อาจใช้ชื่อว่า Face ID หลุดออกมาให้ชมกันก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งเป็นการยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า iPhone X จะใช้งานเทคโนโลยีจดจำใบหน้าอย่างแน่นอน

 

ชิปเซ็ตระดับ Hexa-Core (6-Core) เป็นรุ่นแรก

 

 


ก่อนหน้านี้ ชิปเซ็ตประมวลผลของ Apple ในตระกูล Apple Ax มักจะถูกผลิตมาพร้อมกับแกนประมวลผลที่มีเพียง 2 แกน (Dual-Core) เท่านั้น แต่ตัวไอโฟนก็ยังมีความเร็วแรง และลื่นไหลในการประมวลผลแบบต่างๆ อยู่มาก ซึ่งเป้นผลมาจากการจัดการทรัพยากรระบบของ iOS ที่ Apple ออกแบบมาโดยเฉพาะ แต่สำหรับ iPhone X คาดว่าจะได้ใช้งานชิปเซ็ต Apple A11 รุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับแกนประมวลผลมากถึง 6 แกน (Hexa-Core) เป็นรุ่นแรกของค่าย โดยมี 2 แกนหลัก รับหน้าที่การประมวลผลระดับ High Speed ส่วนอีก 4 แกนที่เหลือจะเป็นการประมวลผลธรรมดาทั่วไป ซึ่งก็น่าติดตามกันว่า Apple เพิ่มฟีเจอร์อะไรเข้ามาใน iPhone X จนถึงกับต้องทำ CPU ให้เร็วแรงขึ้นขนาดนี้ด้วย

 

รองรับ USB Type-C

 

 


สำหรับ USB Type-C ค่อนข้างเป็นพอร์ตเชื่อมต่อที่แพร่หลายมากในการใช้งานสมาร์ทโฟนปัจจุบัน เพราะสามารถเชื่อมต่อได้ง่าย และโอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม ทำให้แบรนด์สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่เลือกใช้ USB-C กับสมาร์ทโฟนในค่ายกันหมดแล้ว ซึ่งล่าสุดก็มีข่าวว่า มีผู้ค้นพบโค้ดบางอย่างใน iOS 11 ว่า iPhone X อาจรองรับการเชื่อมต่อ USB-C ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจไม่ได้มาในรูปแบบของพอร์ตตัวเครื่อง แต่อาจเป็นอุปกรณ์เสริมแทน

 

ฟีเจอร์ชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย (Wireless Charging)

 

 

 

 

 

iPhone 8

- ตัวเครื่องอะลูมิเนียม
- หน้าจอแสดงผลแบบ TFT LCD ขนาด 4.7 นิ้ว
- ชิปเซ็ตประมวลผล Hexa-Core (6-Core) Apple A11
- กล้องด้านหลังแบบเดี่ยว (Single-Camera)
- ระบบ 3D Touch

 

iPhone 8 Plus

- ตัวเครื่องอะลูมิเนียม
- หน้าจอแสดงผลแบบ TFT LCD ขนาด 5.5 นิ้ว
- ชิปเซ็ตประมวลผล Hexa-Core (6-Core) Apple A11
- กล้องด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera)
- ระบบ 3D Touch